ในยุคที่ทุกอย่างสั่งได้ปลายนิ้ว หลายคนเลือกซื้อ “เครื่องช่วยฟัง” ราคาหลักร้อยหรือหลักพันจากหน้าเว็บมาลองใส่เอง เพราะคิดว่ามันก็แค่ “ลำโพงขยายเสียง” แต่ในความเป็นจริง การทำแบบนั้นอาจทำร้ายหูของคุณมากกว่าที่คิด นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญไม่แนะนำให้ซื้อเครื่องมาใส่เองโดยไม่มีการตรวจละเอียดครับ

1. เครื่องช่วยฟัง (Hearing Aid) vs เครื่องขยายเสียง (PSAPs) เครื่องที่ขายตามเว็บราคาถูกส่วนใหญ่คือ “เครื่องขยายเสียง” (Personal Sound Amplification Products) ซึ่งจะขยายทุกเสียงให้ดังขึ้นเท่ากันหมด ทั้งเสียงพูด เสียงรถ และเสียงตะโกน ต่างจากเครื่องช่วยฟังทางการแพทย์ที่ฉลาดพอจะเลือกขยายเฉพาะเสียงที่เราไม่ได้ยิน และตัดเสียงรบกวนทิ้ง
2. เสี่ยง “หูหนวกถาวร” จากเสียงที่ดังเกินไป หูคนเรามีความไวต่อเสียงต่างกัน หากคุณซื้อเครื่องมาใส่เองโดยไม่มีการจำกัดระดับเสียงสูงสุด (MPO) เมื่อมีเสียงดังฉับพลันเกิดขึ้น (เช่น เสียงแตรรถ หรือเสียงของตก) เครื่องจะขยายเสียงนั้นเข้าหูคุณอย่างรุนแรง จนอาจทำให้เซลล์ประสาทหูที่ยังเหลืออยู่เสียหายถาวรได้
3. ปัญหา “เสียงก้อง” และ “เสียงวี๊ด” จนใช้งานไม่ได้ การใส่เครื่องช่วยฟังต้องมีการเลือกขนาดจุกหู (Eartip) ให้พอดีกับสรีระรูหู หากใส่ไม่พอดีจะเกิดเสียงหวีดหอน (Feedback) ตลอดเวลา หรือถ้าจุกแน่นเกินไปจะทำให้เสียงก้องเหมือนพูดอยู่ในตุ่ม ทำให้คนส่วนใหญ่ซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้ จนต้องวางทิ้งไว้ในลิ้นชักเสียเงินฟรี
4. ขาดการปรับจูนตามผลกราฟหู (Fine-tuning) ประสาทหูเสื่อมของแต่ละคน “แหว่ง” ในความถี่ที่ไม่เท่ากัน เครื่องช่วยฟังที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ต้องถูกตั้งค่าผ่านซอฟต์แวร์โดยนักแก้ไขการได้ยิน เพื่อให้เสียงที่ออกมา “พอดี” กับระดับการได้ยินของคุณที่สุด การซื้อมาใส่เองจึงไม่ต่างจากการซื้อแว่นสายตาสำเร็จรูปมาใส่ ทั้งที่ค่าสายตาของคุณเอียงและสั้นไม่เท่ากัน
5. บริการหลังการขายและการดูแลรักษา เครื่องช่วยฟังเป็นอุปกรณ์ที่อยู่กับเหงื่อและขี้หูตลอดเวลา การซื้อออนไลน์มักไม่มีบริการล้างเครื่อง อบไล่ความชื้น หรือการปรับจูนซ้ำเมื่อการได้ยินเปลี่ยนไป ทำให้เครื่องพังไวและไม่คุ้มค่าในระยะยาว








