ปัญหาที่พบบ่อยมากสำหรับผู้เริ่มใช้งานเครื่องช่วยฟังคือเมื่อถึงเวลานัดกลับไปปรับจูนเสียง (Follow-up) มักจะนึกไม่ออกว่าเสียงที่ได้ยินนั้นมีปัญหาอย่างไร หรือบอกอาการไม่ถูกว่าไม่ชอบเสียงแบบไหน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญปรับจูนเครื่องได้ยากและใช้เวลาปรับตัวนานกว่าที่ควรจะเป็น หากคุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่ลองใช้เทคนิคการสังเกตอาการง่ายๆ ดังนี้ครับ
จดบันทึกสถานการณ์จริงทันที อย่ารอให้ถึงวันนัดแล้วค่อยนึกครับ ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันหากคุณเจอเสียงที่ทำให้รู้สึกรำคาญหรือฟังไม่ชัด ให้จดบันทึกไว้ในสมุดหรือโน้ตในโทรศัพท์ทันที เช่น เมื่อวานไปทานข้าวในห้างแล้วฟังเสียงลูกหลานไม่รู้เรื่อง หรือ ตอนล้างจานเสียงจานกระทบกันมันดังแหลมจนปวดหู ข้อมูลที่ระบุสถานการณ์ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้นักแก้ไขการได้ยินตั้งค่าโปรแกรมตัดเสียงรบกวนได้แม่นยำมาก
ใช้หลักการเปรียบเทียบเสียงง่ายๆ หากคุณบอกไม่ถูกว่าเป็นความถี่ไหน ให้ลองเปรียบเทียบดูว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเหมือนอะไร เช่น เสียงพูดดูเหมือนคนพูดก้องอยู่ในตุ่ม เสียงแหลมเกินไปเหมือนเสียงผู้หญิงตะโกน หรือเสียงลมพัดเข้าหูแรงจนไม่ได้ยินอย่างอื่น การใช้คำเปรียบเทียบจะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญมองเห็นภาพและปรับระดับความถี่ของเสียง (Frequency) ได้ตรงจุดมากขึ้น
ให้คะแนนความพึงพอใจในแต่ละที่ ลองแบ่งคะแนนการฟังออกเป็นสถานการณ์ต่างๆ เช่น การดูทีวีให้กี่คะแนน การคุยในบ้านให้กี่คะแนน และการไปที่ชุมชนให้กี่คะแนน หากคะแนนตรงไหนต่ำเป็นพิเศษนั่นคือจุดที่คุณต้องบอกให้ผู้เชี่ยวชาญเน้นการปรับจูนในส่วนนั้น นอกจากนี้ควรสังเกตด้วยว่าความชัดเจนนั้นหายไปตอนที่เราคุยกับคนกี่คน หรือทิศทางของเสียงมาจากไหน
พาญาติหรือคนใกล้ชิดไปด้วย บางครั้งผู้ใช้งานอาจจะชินกับเสียงจนบอกไม่ถูก แต่คนรอบข้างจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า เช่น ญาติอาจจะบอกว่าเรายังต้องถามซ้ำบ่อยๆ เมื่ออยู่ในห้องนั่งเล่น หรือเรายังเปิดทีวีดังเกินไป ข้อมูลจากคนใกล้ชิดถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะช่วยให้นักแก้ไขการได้ยินวิเคราะห์ได้ว่าต้องเพิ่มพลังเสียงในส่วนใดเพื่อให้การสื่อสารในครอบครัวดีขึ้นครับ








